วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552
เสร็จสิ้นการสอบ ^^
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาสอบวิชา IB321 ถึงกับเอ๋อเล็กน้อยเลยค่ะ
หน้าแรกเกี่ยวกับ ให้ตอบ4บริษัทที่มีนวัตกรรมในด้านต่างๆ รู้สึกว่าจะตอบไม่ครบด้วยค่ะ
ต่อมาเป็นเกี่ยวกับกลยุทธ์ค่ะแล้วก็เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของโครงสร้าง
ต้องใช้เวลารำลึกอยู่หน้าข้อสอบนานเลยค่ะ เพราะว่าในหัวกลยุทธกำลังตีกับโครงสร้างค่ะ
เอามาผสมกัน เลยต้องใช้เวลาในการแยกสักพัก*** แต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี(รึป่าววว)
การสอบเสร็จสิ้นแล้วต่อไปต้องรอลุ้นเกรดค่ะ แอบหวังเล็กๆเหมือนกัน^^
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552
ระหว่างเทศกาลสอบ
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552
"LAST CLASS"
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552
ระหว่างรอเรียนค่ะ
ขยันค่ะ555555..... จิงๆแล้วต้องมาทำรายงานก่อนค่ะเลยมาเร็ว
วันนีเรียนถึงเย็นเลยเพราะว่ามีเรียนของ "อ.กู๊ด" ต่ออีก
มีเรื่องจะเล่าค่ะ เมื่อวานๆๆๆๆๆ เจอพี่เคน ธีรเดช!!!!! หล่อมาก ล่ำบึ้กมากค่ะ><**
เห็นแล้วจะป็นลม!!!!! มาถ่ายละครในม.ของเราค่ะ อยากให้มาบ่อยๆจัง^^
---------------------------------------------------------------------------------------------------
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552
IB EDUTAINMENT AGAIN!!! ^^
ขออัพย้อนหลังหน่อยนะคะ
ประเทศที่เลือกคือ ประเทศญี่ปุ่นค่ะ
ตอนแรกเลือกไว้เกือบๆ10บริษัทเลยค่ะ
เพราะว่าเห็นเพื่อนๆกลุ่มอื่นบอกว่ากว่าจะหาได้ติดต่อไปตั้งหลายที่...
พวกเราก็เลยหวั่น เพราะยังไม่ได้เริ่มโทรติดต่อเลย > <
แต่ผลปรากฎว่าโชคดีมาก!!!เพราะติดต่อไปแห่งเดียวก็ได้เลย
และผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดบูธก็คือ เครื่องดื่มคาลพิส แลคโตะ
...........................................................................
มาเล่าถึงการเตรียมฉากและอุปกรณ์การแสดงกันดีกว่าค่ะ
เหนื่อยมากๆ เจองานนี้ไปทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่ดีหลายๆอย่าง
นั่งทำฉากกันเป็นวันๆ ทำฉากการแสดงนี่ทำให้เป็นได้หลายอาชีพเลยค่ะ
ทั้งตอกตะปู ทาสี เลื่อยไม้ ออกแบบ ตกแต่ง จบงานนี้กล้ามขึ้นเลยค่ะ^_^
เหนื่อยแต่ก็สนุกค่ะ งานวันแรกผ่านไปด้วยดีค่ะ
แต่!!!...คืนที่จะเข้าวันที่สองเนี่ยแหละค่ะ งานเข้าค่ะเพราะว่า
พายุเข้าเวลาประมานเกือบๆสามทุ่ม ลมพัดมาแรงงงมากกก!!!
ทำเอาบูธหลายๆบูธพังง!!ไปเลย พวกเราที่อยู่ในนั้นก็วิ่งเปรี้ยวกันเลยค่ะ
วิ่งไปจับบูธเพราะกำลังจะล้มพังลงมา
สุดท้ายแล้ว งานทั้งหมดผ่านไปได้ดี พวกเราอาจจะเหนื่อยบ้าง มีอุปสรรคบ้าง
แต่พวกเราสนุกค่ะ :))
matrix structure
โครงสร้างแบบเมทซ์ทริก (matrix structure)
เป็นรูปแบบการจัดโครงสร้างอำนาจหน้าที่ ความสัมพันธ์
ตลอดจนการพัฒนาทักษะ
2) กลุ่มโครงการมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการนำแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ
3.มีผู้บังคับบัญชามากกว่า 1 คน
ลักษณะที่สำคัญของการจัดโครงสร้างองค์การแบบแมตซ์ทริกส์
1.เป็นรูปแบบที่เน้นการประสานสัมพันธ์ใน 3 มิติ คือ หน้าที่ พื้นที่ และ ผลิตภัณฑ์
2.กิจกรรมในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์ตลอดจนการพัฒนาทักษะ
2) กลุ่มโครงการมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการนำแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ
3.มีผู้บังคับบัญชามากกว่า 1 คน
ข้อดี ของการจัดโครงสร้างองค์การแบบแมตซ์ทริกส์
1. มีการประสานงานที่ดีระหว่างฝ่ายต่างๆในการดำเนินธุรกิจระหว่างระหว่างประเทศ
2. มีความยืดหยุ่นสูงต่อการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม
3. มีการเรียนรู้ลักษณะงานในหลายบทบาทของผู้บริหาร
ข้อเสีย ของการจัดโครงสร้างองค์การแบบแมตซ์ทริกส์
1. ผู้ปฏิบัติงานจะต้องรายงานแก่หัวหน้างานหลายคน
2. การขาดเอกภาพในการบังคับบัญชาจึงทำให้เกิดความล่าช้าในการตัดสินใจ
3. ไม่เหมาะกับบริษัทธุรกิจในต่างประเทศที่มีขนาดเล็ก
อ้างอิง : http://elearning.siam.edu/mod/resource/view.php?id=1291
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552
มีเวลาสักที
เหนื่อยมากกกกกกกกกกกก รู้สึกเลี่ยนประเทศที่ตัวเองทำไปเลย
ได้ยินเพลงญี่ปุ่น เห็นรูปฟูจิ เห็นชุดกิโมโน เห็นไม้ที่ทำฉาก
เบื่อเลย5555+ คงไม่อยากเห็นญี่ปุ่นอีกนานนน ^^
เมื่อวานเรียนของ อ.เฟรส เรียนเกี่ยวกับ
กลยุทธ์ในการจัดการบริษัทข้ามชาติ
กลยุทธ์ในการจัดการของบริษัทข้ามชาติ (Multinational Strategy) ก็จะมี
1.กลยุทธ์ระหว่างประเทศ (international strategy) – การรวมอำนาจการจัดการไว้ที่สำนักงานใหญ่
2.กลยุทธ์ปรับเข้าหาท้องถิ่น (multinational strategy หรือ multidomestic strategy) – การกระจายอำนาจทางการบริหารลงสู่พื้นที่ต่างๆ
3.กลยุทธ์มุ่งสร้างความเป็นสากล (global strategy) – การมุ่งเน้นสร้างความเป็นมาตรฐาน หรือความเป็นหนึ่งเดียวให้กับผลิตภัณฑ์(global product)
4.กลยุทธ์ข้ามชาติ (transnational strategy) – เป็นกลยุทธ์ประสมประสาน (integration strategy)
แล้วอ.ก็ได้บอกคะแนนแล้วด้วย
ได้14กว่าๆ FINAL เอาใหม่ๆๆ อ.เฟรสช่วยหนูด้วยน้า
อีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะสอบอีกแล้ว พักยังไม่ทันหายเหนื่อย
ต้องเหนื่อยสอบต่ออีกแล้ว ....เฮ้ออ..สู้สู้
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เย้!!!! สอบเสร็จแล้ว
วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
CLASS 3JULY09
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552
26 JUNE 09
ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ
การดำเนินธุรกิจต้องอาศัยหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน จึงจะเกิดกิจกรรมในการประกอบธุรกิจ โดยทั่วไปปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจมี 4 ประเภท ที่เรียกว่า 4 M ได้แก่
1. คน (Man) ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความคิดของคน มีคนเป็นผู้ดำเนินการ หรือเป็นผู้จัดการ จึงจะทำให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจหลายรูปแบบ
2. เงิน (Money) เงินทุนเป็นปัจจัยในการดำเนินธุรกิจอีกชนิดหนึ่งที่ต้องนำมาใช้ในการลงทุนเพื่อให้เกิดการประกอบธุรกิจโดยธุรกิจแต่ละประเภทใช้ปริมาณเงินทุกที่แตกต่างกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมใช้เงินทุนสูงกว่าธุรกิจขนาดเล็กกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องมีการวางแผนในการใช้เงินทุน และการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
3. วัสดุหรือวัตถุดิบ (Material) ในการผลิตสินค้าต้องอาศัยวัตถุดิบในการผลิตค่อนข้างมาก ผู้บริหารจึงต้องรู้จักการบริหารวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดต้นทุนด้านวัตถุดิบต่ำสุด อันจะส่งผลให้ธุรกิจมีผลกำไรสูงสุดตามมา
4. วิธีปฎิบัติงาน (Method) เป็นวิธีการในการปฎิบัติงานในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีการวางแผนและควบคุม เพื่อให้การปฎิบัติงานมีประสิทธิภาพ เกิดความคล่องตัว สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกกิจการ
อ้างอิง : http://lpn.nfe.go.th/e_learning/LESSON1/unit1_3.htm
สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
สภาพแวดล้อมภายนอกและสภาพแวดล้อมภายใน
สภาพแวดล้อมภายนอก เป็นปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อองค์การธุรกิจ หรือกิจการซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ อันได้แก่ สภาพแวดล้อมทั่วไปและสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน หากจะพูดถึง สภาพแวดล้อมทั่วไป ถือเป็นปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงแต่ก็มีผลกระทบทางอ้อมต่อการดำเนินงานของกิจการ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี และปัจจัยระหว่างประเทศ
สภาพแวดล้อมภายใน หมายถึงปัจจัยแวดล้อมภายในองค์การธุรกิจ ซึ่งกิจการหรือธุรกิจ สามารถควบคุมได้ ประกอบด้วย ผู้ถือหุ้น เจ้าของ พนักงาน คณะกรรมการบริหาร และวัฒนธรรมภายในองค์การเป็นต้น
การศึกษาเรื่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ นับว่าเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจทำธุรกิจ ดังนั้นผู้ประกอบการและนักธุรกิจจะต้องตรวจสอบและติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลาและมีความสามารถในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้รวดเร็ว และถูกต้อง เพื่อหาจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคของธุรกิจ เพื่อนำไปปรับกลยุทธ์ธุรกิจต่อไป
อ้างอิง : http://learners.in.th/blog/sme/38740
วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ปฐมนิเทศน์ & cancel class
ตอนแรกไอ้เราก็คิดว่าจะหลักการ
แต่พอได้เข้าไปฟังแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
บรรยากาศสบายๆมาก แต่รูสึกว่าจะมีพี่คนนึงชอบว๊ากๆจ๊างงงง 5555
อาจารย์ดูใจดีและดูเก่งทุกคน แถมพวกพี่ๆก็เป็นกันเองกะพวกเราดี
ปฐมนิเทศผ่านไปแล้วต่อไปก็รอพี่รับน้องวันที่28
แล้วเราจะได้พบกัน!!!
มาพูดถึงวันเสาร์กันบ้าง ตอนแรกตั้งใจเต็มที่ว่าวันนี้ อ. เฟรส มาสอนแทน อ.กู๊ดด
กะว่าจะเข้าไปเรียนแบบไม่สาย
พอขึ้นไปป๊าบบบบบ เอ๊ะ??? ทำไมคนยังไม่มา
(แอบดีใจเล็กน้อยว่าเรามาเปิดซิงห้องคนแรก) ^^
สักพัก เอ่ะใจว่าสองโมงกว่าๆแล้วทำไมยังไม่มีคนมา
เลยให้เพื่อนเชคเมล....
ปรากฏว่าอาจารย์ยกเลิกการสอน!!!! เดินขึ้น4ชั้นเหนื่อยฟรี 555
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552
@CLASS 12JUN09
เลยไม่ทันได้ฟังว่าอาจารย์สอนอะไรบ้าง แต่ว่าก็แอบไปถามเพื่อนมาว่าวันนี้สอนเรื่องไรบ้างงง
ก็ได้รู้ว่าวันนี้สอนเกี่ยวกับ เนื้อหาโดยรวมของวิชาIB321 โดยเนื้อหาจะมี เรื่องGlobalization(โลกาภิวัฒน์) International business,Environment,StrategiesและOperation
แล้วก็มีคำถามทิ้งท้ายให้เราได้มาหาคำตอบว่า........
1.ทำไมธุรกิจต้องให้ความสนใจในโลกาภิวัฒน์และมีผลต่อธุรกิจข้ามชาติอย่างไร???
ตอบ สำหรับยุคโลกาภิวัฒน์ ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มผลกำไร และพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรทั่วโลกได้บริษัทต่างๆ ทั่วโลกได้รับประโยชน์ในการลดค่าใช้จ่ายในการแปล, ย่นระยะเวลาในการนำสินค้าออกสู่ตลาด, และที่ สำคัญคือลดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและการเดินทาง นอกจากนี้บริษัทได้มองหาวิธีการในการเพิ่มรายได้ จากการขยายตลาด และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจทั่วโลก โดยปรับปรุงการสื่อสาร, ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนกระบวนการต่างๆ สำหรับพนักงาน, คู่ค้าทางธุรกิจ, และลูกค้า ซึ่งหัวใจหลักก็คือ ความสามารถในการขยายระบบ, การเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายไอพี และการนำเอาแอพพิเคชันในการสื่อสารมาใช้งาน อาทิเช่นการประชุมทางไกล ผ่านทางเว็บ, อีเลิร์นนิ่ง, การจัดการข้อมูลและการพัฒนาซอฟท์แวร์
2.ประเทศใดมีความเป็นโลกาภิวัฒน์มากที่สุด???
ตอบ -ในด้านการค้าปลีก เพื่อสำรวจความเป็นโลกาภิวัฒน์ของธุรกิจค้าปลีกทั้งในระดับประเทศและระดับเมือง ซึ่งผลการสำรวจพบว่า อังกฤษอยู่ในอันดับที่หนึ่ง แซงหน้าประเทศสำคัญอื่น ๆ ในแถบยุโรปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลี แม้ว่าแถบยุโรปจะสามารถคงความเป็นตลาดที่สำคัญมากที่สุดไว้ได้ แต่ตลาดในประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างจีน รัสเซีย และสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์เองก็มีการพัฒนาไปอย่างมากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 จากทั้งหมด 67 ประเทศ ตามหลังจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย แต่อยู่ในอันดับที่ดีกว่าออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม 27% ของร้านค้าปลีกทั้งหมดจำนวน 280 แบรนด์ที่ได้ทำการสำรวจมีสาขาอยู่ในประเทศไทย แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่มีตลาดค้าปลีกใหญ่ที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่กลับได้รับการจัดอับดับจากทั่วโลกให้อยู่ในลำดับที่ 10 เท่านั้น
“ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่า การขยายสาขาไปสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่จะยังดำเนินต่อไปในปี 2552 – 2553 หรือไม่ แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ความเป็นโลกาภิวัฒน์ของธุรกิจค้าปลีกเป็นแนวโน้มระยะยาวที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน”
- อ้างอิง http://www.newswit.com
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552
โลกาภิวัตน์ “Globalization”
โลกาภิวัตน์ หรือ โลกานุวัตร (globalization)คือ ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลก
-อ้างอิง : http://th.wikipedia.org
ดังนั้นความสำคัญก็จะมาจากสองส่วน ส่วนแรกก็คือ “การติดต่อเชื่อมโยง” (Connectivity) ว่าเรามีคอนเนคชั่นกับคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหน
แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ “ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน” (Interactivity) ว่ามีให้กับคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหนซึ่งทั้งสองส่วนนี้ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อน “ปัจเจกภิวัตน์” จากนี้ไป
-อ้างอิง : สุวิทย์ เมษินทรีย์
............................